เงินดาวน์คอนโดคืออะไร ? บทความนี้มีคำตอบ
การซื้อคอนโดเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพื่ออยู่อาศัยเองหรือเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ หลาย ๆ คน มักจะมีคำถามสำคัญอยู่เสมอว่า เงินดาวน์คอนโดคืออะไร ? ต้องเตรียมเท่าไร ? และจำเป็นแค่ไหนในการซื้อคอนโดสักห้องหนึ่ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเงินดาวน์คอนโดถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการซื้ออสังหาริมทรัพย์(ทุกประเภท) เพราะเงินดาวน์เป็นเงินก้อนแรกที่ผู้ซื้อจะต้องจ่ายให้กับโครงการหรือผู้พัฒนาโครงการ ก่อนที่จะยื่นกู้กับธนาคารเพื่อผ่อนชำระในระยะยาว และในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า เงินดาวน์คอนโดคืออะไร ? ต้องเตรียมเท่าไร ? และมีวิธีคำนวณอย่างไร ? เพื่อให้คุณรู้จักกับคำว่าเงินดาวน์คอนโดได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เงินดาวน์คอนโด คืออะไร ?
เงินดาวน์คอนโด คือ เงินส่วนหนึ่งของราคาคอนโดที่ผู้ซื้อจะต้องจ่ายล่วงหน้าให้กับโครงการก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ โดยเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปหักออกจากราคาคอนโดทั้งหมด ทำให้จำนวนเงินที่ต้องกู้จากธนาคารลดลง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ
ราคาคอนโด = เงินดาวน์ + เงินกู้จากธนาคาร
ตัวอย่างเช่น
- หากคอนโดมีราคา 3,000,000 บาท และโครงการกำหนดให้วาง เงินดาวน์ 10%
- เงินดาวน์ที่จะต้องจ่ายคือ 3,000,000 × 10% = 300,000 บาท
ดังนั้นผู้ซื้อจะต้องกู้เงินจากธนาคารประมาณ 2,700,000 บาท
เงินดาวน์คอนโดต้องจ่ายตอนไหน ?
โดยทั่วไปแล้วเงินดาวน์คอนโดจะถูกแบ่งจ่ายเป็นหลายงวดในช่วงก่อนโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละโครงการ อาทิ
- เงินจอง
- เงินทำสัญญา
- เงินผ่อนดาวน์รายเดือน
- เงินดาวน์ก้อนสุดท้ายก่อนโอน
ตัวอย่างเช่น โครงการอาจกำหนดให้ผ่อนดาวน์ เดือนละ 5,000 – 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 12 – 24 เดือน จนกว่าจะถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้รายละเอียดจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทางโครงการคอนโดเป็นหลัก
เงินดาวน์คอนโดต้องเตรียมประมาณเท่าไร ?
โดยทั่วไปเงินดาวน์คอนโดจะอยู่ประมาณ 5% – 20% ของราคาคอนโด ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายของโครงการคอนโด, ราคาคอนโด, โปรโมชันในช่วงเปิดขายหรือความสามารถในการกู้ของผู้ซื้อ
ตัวอย่างการคำนวณเงินดาวน์คอนโด
| ราคาคอนโด | เงินดาวน์ 10% |
| 1.5 ล้านบาท | 150,000 บาท |
| 2 ล้านบาท | 200,000 บาท |
| 5 ล้านบาท | 500,000 บาท |
** ทั้งนี้ยิ่งวางเงินดาวน์มากเท่าไร ยอดเงินกู้ก็จะยิ่งลดลง มีโอกาสขอกู้สินเชื่อจากทางธนาคารผ่านง่ายขึ้น และภาระดอกเบี้ยในระยะยาวก็จะลดลงตามไปด้วย
ทำไมต้องมีเงินดาวน์คอนโด ?
การซื้อคอนโดไม่ได้มีเพียงแค่การกู้เงินจากธนาคารเท่านั้น แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่จำเป็นที่จะต้องมีเงินดาวน์คอนโด เพื่อใช้เป็นเงินจ่ายล่วงหน้าก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ ทำให้หลาย ๆ คน อาจจะสงสัยว่าทำไมโครงการคอนโดหรือธนาคารจึงกำหนดให้ต้องมีเงินดาวน์ด้วย ? โดยเราก็ได้สรุปเหตุผลสำคัญของเงินดาวน์ออกมาเป็นข้อ ๆ เพื่อให้คุณมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นดังนี้…
1. ช่วยลดวงเงินกู้จากธนาคาร
การมีเงินดาวน์คอนโดจะช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องกู้จากธนาคารโดยตรง เพราะผู้ซื้อได้ชำระราคาคอนโดบางส่วนไปก่อนแล้ว ส่งผลให้วงเงินสินเชื่อที่ต้องขอกู้ลดลงตามไปด้วย เมื่อยอดเงินกู้น้อยลงค่างวดที่ต้องผ่อนในแต่ละเดือนก็จะต่ำลง และดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาก็ลดลงเช่นกัน ทำให้ภาระทางการเงินในระยะยาวเบาลงและบริหารค่าใช้จ่ายได้ง่ายมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น หากคอนโดมีราคา 3 ล้านบาท และผู้ซื้อมีเงินดาวน์คอนโด 300,000 บาท เท่ากับว่าจำนวนเงินที่ต้องกู้จริงจะเหลือเพียง 2.7 ล้านบาท ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือ
- ค่างวดผ่อนต่อเดือนลดลง
- ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาน้อยลง
- ภาระทางการเงินในระยะยาวเบาลง
ดังนั้นการเตรียมเงินดาวน์คอนโด จึงเป็นเงินอีกหนึ่งก้อนที่จะช่วยให้ยอดผ่อนคอนโดต่อเดือนลดลงนั่นเอง
2. เพิ่มโอกาสในการกู้ผ่าน
การมีเงินดาวน์คอนโดเป็นการแสดงให้ธนาคารเห็นว่าผู้ซื้อมีความพร้อมทางการเงินและมีวินัยในการเก็บเงิน ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทางธนาคารใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ยิ่งผู้ซื้อมีเงินดาวน์ในสัดส่วนที่เหมาะสม ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการขอกู้ ทำให้มีโอกาสได้รับการอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายกว่าการกู้เต็มจำนวน
3. ลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว
การจ่ายเงินดาวน์คอนโดมากขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกจะช่วยลดภาระหนี้ที่ต้องผ่อนในระยะยาว เพราะยอดเงินต้นที่ต้องกู้มีจำนวนน้อยลงส่งผลให้ดอกเบี้ยรวมลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังช่วยให้ภาระการผ่อนรายเดือนไม่สูงจนเกินไป ทำให้ผู้ซื้อสามารถบริหารการเงินได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต เช่น รายได้ลดลงหรือมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพิ่มขึ้น
ไม่มีเงินดาวน์คอนโด ซื้อคอนโดได้ไหม ?
สำหรับคำถามนี้ หากจะตอบว่า “ได้” ก็อาจจะตอบได้ไม่เต็มปาก เพราะแม้ว่าในบางช่วงเวลาโครงการคอนโดอาจมีโปรโมชัน ดาวน์ต่ำหรือดาวน์ 0 บาท เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อเข้าถึงคอนโดได้ง่ายขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ซื้อก็ยังจำเป็นต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโอนกรรมสิทธิ์และการเข้าอยู่อาศัย ดังนั้นถึงแม้จะไม่มีเงินดาวน์คอนโด แต่ก็ควรมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายสำคัญต่าง ๆ อาทิ
- ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ : เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในวันโอนคอนโด ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 2% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย
- ค่าจดจำนอง : เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ซื้อยื่นกู้กับธนาคาร โดยปกติจะคิดประมาณ 1% ของวงเงินกู้
- ค่าเฟอร์นิเจอร์และค่าตกแต่งห้อง : เป็นค่าใช้จ่ายที่มักเกิดขึ้นหลังจากซื้อคอนโด แม้บางโครงการจะขายแบบ Fully Furnished แต่ผู้ซื้อก็มักจะต้องซื้อของเพิ่มเติม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือของตกแต่งภายใน เป็นต้น
- ค่าใช้จ่ายวันโอนและเงินสำรองฉุกเฉิน : สำหรับเงินในส่วนนี้ก็เป็นสิ่งที่ควรเตรียมไว้เช่นกัน เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายหลัก ๆ แล้ว อาจมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยอื่น ๆ เช่น ค่าส่วนกลางล่วงหน้า หรือค่าประกันมิเตอร์ต่าง ๆ ดังนั้นแม้จะมีโปรโมชันดาวน์ต่ำ ผู้ซื้อก็ควรมีเงินสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน
สรุปแล้วเงินดาวน์คอนโดคือเงินก้อนแรกที่ผู้ซื้อจะต้องจ่ายให้กับโครงการก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 5% – 20% ของราคาคอนโด ทั้งนี้การมีเงินดาวน์ที่เหมาะสมจะช่วยลดวงเงินกู้ เพิ่มโอกาสในการกู้ผ่านและยังช่วยให้ภาระการผ่อนในอนาคตเบาลงอีกด้วย
ทั้งนี้หากคุณกำลังมองหาคอนโดในงบประมาณที่คุณตั้งไว้เพื่ออยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นเช่าหรือซื้อ คุณก็สามารถเข้าไปเลือกชมโครงการคอนโดกว่า 6,000 โครงการ ทั่วประเทศ ได้ที่ Propertyhub เว็บไซต์ที่รวบรวมประกาศขาย/เช่าอสังหาฯ ที่ใช้งานง่ายมากที่สุด

Thirakan Thongseenual เป็นนักเขียนที่มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี ที่ Asia Direct และ RabbitCare โดยมีความชำนาญในประกันรถยนต์ เน้นเขียนบทความที่เผยแพร่บน Blog และมีความเชี่ยวชาญด้าน SEO กว่า 4 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอได้ใช้ในการสร้างความรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของ Asia Direct อย่างมีประสิทธิภาพ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปริญญาตรี สาขา Information Technology
